ไข้เลือดออกในเด็กคืออะไร ทำไมถึงน่ากลัว
ไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ (DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4) แพร่กระจายผ่านยุงลาย *Aedes aegypti* ที่กัดในเวลากลางวัน ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยเด็กหลายหมื่นรายต่อปี โดยเฉพาะในช่วง ฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) ที่ยุงลายแพร่พันธุ์ได้ดี สิ่งที่ทำให้ไข้เลือดออกอันตรายกว่าไข้ทั่วไปคือ โรคนี้มี ช่วงวิกฤต ที่อาจทำให้ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เด็กอายุ 1-14 ปี เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง และหากเคยติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งแล้วมาติดอีกสายพันธุ์ อาการจะ รุนแรงกว่าครั้งแรก มาก
อาการแรกเริ่มของไข้เลือดออกในเด็กที่ต้องสังเกต
อาการของไข้เลือดออกในเด็กมักเริ่มต้นคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา จึงทำให้พ่อแม่หลายคน สังเกตไม่ทัน ในช่วงแรก อาการที่ควรจับตาดูมีดังนี้:
ระยะของโรคไข้เลือดออกที่พ่อแม่ต้องเข้าใจ
ไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ที่มีความสำคัญต่อการดูแลรักษา ระยะแรกคือ ระยะไข้สูง (Febrile Phase) ซึ่งกินเวลาประมาณ 2-7 วัน เด็กจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตัว หน้าแดง และเบื่ออาหาร ระยะนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงไข้ธรรมดา จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ระยะที่สองคือ ระยะวิกฤต (Critical Phase) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง วันที่ 3-7 ของการป่วย มักตรงกับช่วงที่ไข้เริ่มลดลง หลายคนเข้าใจผิดว่าลูกเริ่มดีขึ้น แต่จริงแล้วเป็นช่วงที่ อันตรายที่สุด เพราะอาจเกิดภาวะพลาสมารั่ว ความดันโลหิตตก และช็อกได้ ระยะสุดท้ายคือ ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase) ที่ร่างกายเริ่มกลับสู่ปกติ ผื่นอาจขึ้นและหายเอง เด็กเริ่มอยากอาหารมากขึ้น
วิธีแยกไข้เลือดออกจากไข้หวัดธรรมดาในเด็ก
พ่อแม่หลายคนสงสัยว่าจะ แยกไข้เลือดออกจากไข้หวัดธรรมดา ได้อย่างไร เนื่องจากอาการเริ่มต้นคล้ายกันมาก จุดสังเกตที่สำคัญคือ ไข้เลือดออกจะมี ไข้สูงมากและต่อเนื่อง โดยไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรือไอเป็นหลัก ซึ่งต่างจากไข้หวัดที่มักมีน้ำมูกและไอร่วมด้วยตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ หากทำ Tourniquet Test (รัดแขนด้วยสายวัดความดันแล้วนับจุดเลือดออก) พบจุดเลือดออกมากกว่า 10 จุดต่อตารางนิ้ว ถือว่าผลบวก และควรพบแพทย์ทันที อีกวิธีหนึ่งที่แพทย์ใช้คือการตรวจเลือดดูค่า เกล็ดเลือด (Platelet) และค่า ฮีมาโตคริต (Hematocrit) หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ร่วมกับฮีมาโตคริตสูงขึ้น จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้ ดังนั้นหากลูกมีไข้สูงเกิน 2 วัน โดยไม่มีอาการหวัดชัดเจน ควร รีบพาไปตรวจเลือด ที่โรงพยาบาล
การเตรียมรับมือเมื่อลูกมีอาการต้องสงสัยไข้เลือดออก
เมื่อสงสัยว่าลูกอาจเป็นไข้เลือดออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พาไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเลือดยืนยันโดยเร็ว ระหว่างรอพบแพทย์ให้ดูแลเบื้องต้นด้วยการ ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล เท่านั้น ห้ามให้ ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟน โดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อช่วยลดไข้ และ ให้ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะน้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ หรือน้ำข้าว ที่สำคัญคือค่ารักษาพยาบาลไข้เลือดออกที่ต้องนอนโรงพยาบาลอาจสูงถึง 20,000-80,000 บาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรง การมี ประกันสุขภาพเด็ก Fin For Kids ที่คุ้มครอง IPD สูงสุด 50,000-100,000 บาทต่อครั้ง และค่าห้องพัก 3,000-6,000 บาทต่อวัน จะช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจพาลูกไปรักษาได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
สรุปประเด็นสำคัญ
- 1ไข้เลือดออกในเด็กเริ่มจากไข้สูงเฉียบพลัน 39-40 องศา ต่อเนื่อง 2-7 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว และหน้าแดง
- 2ระยะวิกฤตของไข้เลือดออกตรงกับช่วงวันที่ 3-7 ที่ไข้เริ่มลดลง ห้ามชะล่าใจเพราะเป็นช่วงอันตรายที่สุด
- 3ไข้เลือดออกต่างจากไข้หวัดตรงที่ไข้สูงมากต่อเนื่อง โดยไม่มีน้ำมูกไหลหรือไอเป็นหลัก
- 4ห้ามให้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนแก่เด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ให้ใช้เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น
- 5ประกัน Fin For Kids คุ้มครอง IPD สูงสุด 50,000-100,000 บาทต่อครั้ง ช่วยแบ่งเบาค่ารักษาไข้เลือดออกที่ต้องนอนโรงพยาบาล
สนใจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสุขภาพเด็ก?