ทำไมต้องเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ประกันสุขภาพเด็กในตลาดมีให้เลือกมากมาย แต่ละตัวมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน ถ้าไม่เปรียบเทียบอย่างรอบคอบ อาจได้ประกันที่ไม่ตรงกับความต้องการ เช่น ได้วงเงินสูงแต่ไม่มี OPD หรือมี OPD แต่วงเงิน IPD ต่ำเกินไป การใช้เวลา 30 นาที - 1 ชั่วโมง ในการเปรียบเทียบอย่างละเอียด อาจช่วยประหยัดเงินได้ หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ในระยะยาว เพราะจะได้แผนที่คุ้มค่าและตรงจุดที่สุด
สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบข้อ 1: วงเงินคุ้มครอง
สิ่งแรกที่ต้องดูคือ วงเงินคุ้มครองหลัก 3 ด้าน ได้แก่
Fin For Kids ครอบคลุม ทั้ง 3 ด้าน ในกรมธรรม์เดียว ไม่ต้องซื้อแยก
สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบข้อ 2: เงื่อนไขและข้อยกเว้น
นอกจากวงเงิน ต้องดู เงื่อนไขที่อาจทำให้เคลมไม่ได้ ด้วย เรื่องแรกคือ ระยะรอคอย ว่ากี่วันถึงจะเคลมได้ Fin For Kids มีระยะรอคอย 15 วัน ซึ่งถือว่าสั้นมาก เรื่องที่สองคือ Co-pay และ Deductible บางแผนกำหนดให้ผู้เอาประกัน ต้องร่วมจ่ายส่วนหนึ่ง ทุกครั้งที่เคลม Fin For Kids ไม่มี Co-pay และ Deductible เคลมได้เต็มวงเงิน เรื่องที่สามคือ โรคที่ยกเว้น ต้องดูว่ามีโรคอะไรที่ไม่คุ้มครองบ้าง
สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบข้อ 3: เบี้ยและความคุ้มค่า
อย่าเปรียบเทียบแค่ ราคาเบี้ย อย่างเดียว ต้องดู อัตราส่วนวงเงินต่อเบี้ย ด้วย วิธีง่ายๆ คือเอา วงเงิน IPD หารด้วยเบี้ยรายปี ตัวอย่างเช่น Fin For Kids แผน 2 เด็ก 1-5 ปี วงเงิน IPD 75,000 บาท เบี้ย 25,660 บาท อัตราส่วนคือ 2.92 เท่า หมายความว่าจ่ายเบี้ย 1 บาท ได้วงเงินคุ้มครอง 2.92 บาท นอกจากนี้ต้องดู จำนวนครั้งที่เคลมได้ต่อปี ด้วย โดยเฉพาะ OPD ที่ Fin For Kids ให้ใช้ได้ถึง 30 วันต่อปี และสูงสุด 7 ครั้งต่อโรค
เช็กลิสต์สำหรับเปรียบเทียบประกันเด็ก
สรุปเป็นเช็กลิสต์ง่ายๆ ที่ใช้เปรียบเทียบได้ทันที
ใช้เช็กลิสต์นี้เปรียบเทียบประกันหลายๆ ตัว แล้วเลือกตัวที่ ตอบโจทย์ครอบครัวมากที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- 1เปรียบเทียบวงเงินหลัก 3 ด้าน: IPD OPD และอุบัติเหตุ ก่อนตัดสินใจ
- 2ตรวจสอบเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ ระยะรอคอย Co-pay Deductible และโรคที่ยกเว้น
- 3อย่าดูแค่เบี้ย ต้องดูอัตราส่วนวงเงินต่อเบี้ยเพื่อวัดความคุ้มค่า
- 4ดูจำนวนครั้งที่เคลม OPD ได้ต่อปี Fin For Kids ให้ใช้ได้ 30 วันต่อปี
- 5ใช้เช็กลิสต์เปรียบเทียบอย่างเป็นระบบ อย่าตัดสินใจจากปัจจัยเดียว
สนใจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันสุขภาพเด็ก?